Why good driving behaviors make your fleet more efficient

พฤติกรรมการขับขี่ที่ดีช่วยเสริมศักยภาพให้รถขนส่งของคุณได้อย่างไร

ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยน้ำมันคุณภาพให้น้ำมันเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ของเอสโซ่ ช่วยสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ที่แตกต่างให้กับคุณ

อุปสงค์ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับธุรกิจขนส่งเชิงพาณิชยกรรม อาทิ รถขนส่ง รถบรรทุกหนัก จะผันแปรไปตามการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อสินค้าในครัวเรือน ดังนั้น การบริหารจัดการรถขนส่งให้ใช้น้ำมันอย่างคุ้มค่าจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการขนส่งสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้น้ำมันมักจะเป็นปัจจัยหลักที่นำมาใช้ชี้วัดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ หลายคนอาจด่วนสรุปเลยว่าพนักงานขับรถเพียงคนเดียวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อยอดรวมของการใช้น้ำมันมากนัก โดยเฉพาะการขับขี่ในเส้นทางประจำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่พนักงานขับรถแต่ละคนยึดมั่นในพฤติกรรมการขับรถที่ดีร่วมกันจะช่วยให้รถขนส่งของคุณใช้น้ำมันได้อย่างคุ้มค่าในทุกหยด

กฎเหล็กที่ควรท่องให้ขึ้นใจก็คือ คุณจะใช้น้ำมันน้อยลง เมื่อลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองได้ ตัวอย่างเช่น ในระยะทาง 10 กิโลเมตรเท่ากัน การขับรถขึ้นเนินคดเคี้ยวจะสิ้นเปลืองน้ำมันกว่าการขับบนทางราบ

แม้ว่าพนักงานขับรถจะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในการเดินทางได้ แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่สามารถช่วยให้รถขนส่งของคุณประหยัดต้นทุนด้านน้ำมัน และขับเคลื่อนธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

ลองมาดูกันว่ามีเคล็ดลับการดำเนินงานอะไรบ้างที่ดีต่อธุรกิจ และดีต่อพนักงานขับรถของคุณ

Fast fact
  • Plan your route

    ยิ่งคุณวางแผนเส้นทางให้ละเอียดเท่าใด รถขนส่งของคุณก็ยิ่งใช้เวลาเดินทางน้อยลงเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายถึงการใช้น้ำมันน้อยลงและประหยัดพลังงานได้มากขึ้น โดยแผนงานที่คำนึงถึงเหตุขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างทาง เช่น งานซ่อมบำรุงถนน จะช่วยให้พนักงานขับรถพร้อมรับมือกับปัจจัยภายนอก และควบคุมให้การเดินทางรอบนั้น ๆ ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นได้ การรับรู้ถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้าจะช่วยให้พนักงานขับรถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่พนักงานในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้อีกด้วย

  • Limit unnecessary braking and harsh acceleration

    ในระหว่างขับรถ เราควรที่จะรักษาความเร็วให้คงที่เท่าที่จะทำได้ หลีกเลี่ยงการออกตัวและหยุดรถอย่างกะทันหันในช่วงที่รถติด เพราะการเร่งความเร็วของรถที่หยุดอยู่หรือขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำต้องใช้พลังงานสูง ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น

  • Optimal speed

    รถยนต์แทบทุกรุ่นได้รับการออกแบบมาให้มีช่วงความเร็วที่เหมาะสม ซึ่งเป็นช่วงความเร็วที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ การขับขี่ที่ความเร็วสูงเกินไปจะเพิ่มแรงเสียดทานในระบบขับเคลื่อน และเพิ่มแรงต้านจากกระแสลม การฝึกอบรมพนักงานขับรถให้รับทราบถึงความเร็วที่เหมาะสมที่สุด และอัตราความเร็วที่กำหนด จะช่วยเสริมศักยภาพให้รถขนส่งของคุณใช้น้ำมันน้อยลง และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

  • Speed limits

    นอกจากช่วงความเร็วที่เหมาะสมสำหรับรถยนต์แล้ว พนักงานขับรถยังจะต้องให้ความสำคัญกับอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนดสำหรับเส้นทางต่าง ๆ อีกด้วย การวางแผนเส้นทางที่คำนึงถึงอัตราความเร็วที่กำหนดจะช่วยให้พนักงานวางแผนเส้นทางเพื่อบริหารจัดการการใช้น้ำมันได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

  • Driving experience and navigation technology

    พนักงานขับรถมากประสบการณ์จะมีทักษะในการขับขี่ที่ดีกว่า เช่น การเลี้ยงคลัตช์ (เหยียบคันเร่งน้อยลง) การคาดการณ์ตำแหน่งที่จะลดความเร็วและหยุดรถในขณะขับขี่ รวมถึงพฤติกรรมการขับขี่อื่น ๆ ที่ช่วยประหยัดน้ำมัน โดยในส่วนนี้ ผู้จัดการขนส่งจะมีหน้าที่สำคัญในการช่วยฝึกนิสัยการขับขี่ที่ดีให้แก่พนักงานขับรถมือใหม่ ส่วนเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับรถยนต์ เช่น ระบบเกียร์แปรผันอัตโนมัติ หรือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบคาดการณ์ล่วงหน้า (Adaptive Cruise Control) จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้พนักงาน ขับรถได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  • Proper maintenance and loading

    การดูแลและบำรุงรักษารถขนส่งที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ลมยางต่ำ หรือน้ำหนักบรรทุกเกินเกณฑ์ จะทำให้ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานลดลง การดูแลรักษายานพาหนะในรถขนส่งของคุณอย่างเหมาะสมจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ในระยะยาว ส่วนการบริหารจัดการอะไหล่และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ เช่น ยาง น้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันดีเซลให้อยู่ในมาตรฐานก็จะช่วยเสริมสร้างพฤติกรรมการขับขี่ที่ดีให้พนักงานขับรถ และส่งผลให้ ผู้จัดการขนส่งสามารถติดตามประสิทธิภาพของรถขนส่งได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

น้ำมันคือหนึ่งในตัวช่วยสำคัญ

นอกจากปัจจัยภายนอกหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้น้ำมัน ยังมีปัจจัยภายในเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ ๆ มีระบบน้ำมันที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ตรงตามข้อกำหนดการปล่อยไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลที่เข้มงวดในปัจจุบัน สิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ภายในเครื่องยนต์อาจไปกีดขวางการไหลเวียนของน้ำมัน และทำให้อัตราการอัดฉีดน้ำมันเสื่อมลงจนทำให้กำลังของเครื่องยนต์ลดลงด้วย อัตราการปล่อยไอเสียเพิ่มขึ้น และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น ทั้งนี้ น้ำมัน Esso Diesel Efficient™ (EDE) สามารถช่วยป้องกันการก่อตัวของสิ่งสกปรกและทำความสะอาดคราบตะกรันที่อาจส่งผลเสียต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์ ทั้งยังช่วยเป็นเกราะป้องกันการสะสมคราบภายในหัวฉีดที่อาจส่งผลให้หัวฉีดอุดตันก่อนเวลาอันควร

โดยสรุปแล้ว น้ำมัน Esso Diesel Efficient™ (EDE) พร้อมช่วยป้องกันการกัดกร่อนของระบบน้ำมัน และช่วยป้องกันการอุดตันของไส้กรองน้ำมันได้อย่างดีเยี่ยม

ผู้จัดการขนส่งควรให้ความสำคัญ และนำปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรถขนส่งและช่วยขับเคลื่อนรายได้ของธุรกิจ ซึ่งนอกเหนือจากการประหยัดน้ำมันที่เป็นตัวช่วยสำคัญแล้ว การฝึกอบรมพนักงานขับรถที่เหมาะสม และการวางแผนเส้นทางก็สามารถช่วยให้การเดินทางดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และปลอดภัยยิ่งขึ้น

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์น้ำมันที่สามารถตอบโจทย์ด้านผลตอบแทน และโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับรถขนส่งของคุณ โปรดติดต่อผู้จัดจำหน่ายน้ำมันของคุณ หรือติดต่อตัวแทนฝ่ายขายของเอสโซ่ เพื่อรับคำแนะนำในด้านการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ และวิธีบริหารจัดการน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องยนต์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นเพื่อคุณ